บุกค้านการสร้าง!! โรงงานน้ำตาล-โรงไฟฟ้าชีวมวล ชาวบ้านต้านอ้างกระทบทุ่งกุลา ที่ อ.ปทุมรัตต์ “ร้อยเอ็ด”

  • Saxman
  • August 29, 2018
  • Comments Off on บุกค้านการสร้าง!! โรงงานน้ำตาล-โรงไฟฟ้าชีวมวล ชาวบ้านต้านอ้างกระทบทุ่งกุลา ที่ อ.ปทุมรัตต์ “ร้อยเอ็ด”

วันที่ 28 สิงหาคม 2561 เมื่อเวลา 10.00 น. นายเลิศบุศย์ กรองทอง รองผู้ว่าราชการจังหวัดร้อยเอ็ด เดินทางไปเป็นประธาน เปิดเวที ประชุมความคิดเห็น รับฟังปัญหา ประชุมรับฟังความคิดเห็น ต่อการกำหนดขอบเขต และแนวทาง การประเมินผล กระทบด้านสิ่งแวดล้อม ตามโครงการโรงงานผลิตน้ำตาล และโครงการโรงไฟฟ้าชีวมวล ชานอ้อย ของบริษัทน้ำตาลบ้านโป่งจำกัด เพื่อรับฟัง แนวคิด และชี้แจงข้อเท็จจริง กับชาวบ้าน ที่หอประชุมอำเภอปทุมรัตต์ จังหวัดร้อยเอ็ด

โดยมี เจ้าหน้าที่ 5 ฝ่าย ของบริษัทโรงงานน้ำตาล ประกอบด้วย วิศวกร ออกแบบระบบบำบัดน้ำเสีย วิศวกร แหล่งน้ำ นักวิชาการสิ่งแวดล้อม ผู้จัดการฝ่ายวางแผน ผู้จัดการโครงการฝ่ายผลิต และหัวหน้าส่วนได้น้อย มาร่วมชี้แจง ทำความเข้าใจ ตอบคําถาม ให้กับชาวบ้าน กว่า 1,000 คน จาก 31 หมู่บ้าน ในเขตพื้นที่ทุ่งกุลาร้องไห้ 3 จังหวัด ซึ่ง ประกอบด้วย เกษตรกร 5 ตำบล ของอำเภอปทุมรัตต์ คือตำบลโพนสูง ตำบลโนนสวรรค์ ตำบลสระบัว ตำบลโนนสง่า และตำบลขี้เหล็ก ส่วน 2 ตำบลของอำเภอเกษตรวิสัย ประกอบด้วยตำบลกำแพง ตำบลทุ่งทอง อำเภอพยัคฆภูมิพิสัย จังหวัดมหาสารคาม 1 ตำบล คือตำบลเมืองเตา เข้าร่วมกิจกรรม

นายเลิศบุศย์ กรองทอง รองผู้ว่าราชการจังหวัดร้อยเอ็ด กล่าวว่า จากมุมมองของตนเอง และภาคส่วนราชการ เห็นว่า โครงการดังกล่าวเป็นสิ่งดี ในด้านการสร้างรายได้ และปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ ให้กับชุมชน และเกษตรกร ให้เกิดรายได้ นอกเหนือจากภาคเกษตรตามปกติ ตามนโยบายของรัฐบาล ที่ต้องการให้ประชาชนมีความอยู่ดีกินดี ทั้งนี้ได้กำชับให้มีการชี้แจง ทำความเข้าใจกับประชาชน และต้องการให้ประชาชน ที่มีปัญหา เสนอแนวทาง ต่อที่ประชุม ในด้านการแก้ไขปัญหา ให้สามารถ ร่วมกัน สร้างในสิ่งที่ก่อให้เกิดประโยชน์ กับทุกภาคส่วน

รองผู้ว่าราชการจังหวัดร้อยเอ็ด กล่าวอีกว่า โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การดำเนินการโครงการดังกล่าวต้องไม่ส่งผลกระทบ สิ่งแวดล้อม ความเป็นอยู่ ทำลายระบบเศรษฐกิจ หรือ รายได้ของประชาชน เป็นหลัก

ทั้งนี้ระหว่างการดำเนินการประชุมรับฟังความคิดเห็น จากประชาชน ในห้องประชุมปรากฏว่ารอบห้องประชุมมีชาวบ้าน บ้านโนนสวรรค์หมู่ที่ 1 ตำบลโนนสวรรค์อำเภอปทุมรัตต์ นำโดยนายคำฝั้น ไชยแสน อายุ 56 ปี ประธานกลุ่มเกษตรอินทรีย์บ้านโนนสวรรค์ และนางประมวล ไชยแสน อายุ 49 ปี นำชาวบ้าน กว่า 100 คน จาก 54 ครอบครัว ซึ่งเป็นกลุ่มเกษตรอินทรีย์ 964 ไร่ เดินทางมาถือป้ายแสดงความเห็น คัดค้าน การก่อสร้าง โรงงานผลิตน้ำตาล และโครงการโรงไฟฟ้าชีวมวลชานอ้อย ของบริษัทน้ำตาลบ้านโป่งจำกัด

โดยให้ทรรศนะว่า การที่ไม่เห็นด้วย เนื่องจาก เป็นการทำลาย อาชีพ กลุ่มทำนาเกษตรอินทรีย์ และนาข้าวหอมมะลิทุ่งกุลาร้องไห้ ตามตำนาน ข้าวหอมมะลิที่ดีที่สุด ของพื้นที่ทุ่งกุลาร้องไห้จังหวัดร้อยเอ็ด ซึ่งเห็นว่า การก่อสร้าง โครงการดังกล่าว มีเจตนาที่ไม่โปร่งใส รายการมาส่งเสริม ปลูกอ้อยในพื้นที่ เป็นการแย่ง พื้นที่ทำการเกษตร หรือนาข้าวหอมมะลิอินทรีย์ ของชาวบ้าน รวมทั้งยังมีการแย่งน้ำ การนำสารเคมีเข้ามาใช้ในไร่อ้อย จะกระทบทั้งสิ่งแวดล้อม เป็นมลพิษกับประชาชน และระบบชีววิทยา สัตว์น้ำกุ้งหอยปูปลา จะได้รับผลกระทบ

นอกจากนี้ ยังเกรงว่า ฝุ่นควันจาก โรงไฟฟ้าชีวมวล ชานอ้อย จะกระทบ ด้านสิ่งแวดล้อม และสุขภาพของประชาชน โดยศึกษาจาก พื้นที่หนองบัวลำภู ที่มีการ ตั้งโรงน้ำตาล และ ก่อสร้าง โรงไฟฟ้า ชีวมวล ก็มีปัญหา ส่งผลกระทบ ต่อสิ่งแวดล้อม และชุมชนมาแล้ว พวกตนจริง ขอเข้าไปในห้องประชุม เพื่อแสดงเจตนารมณ์คัดค้าน และไม่เห็นด้วย กับแนวคิดนี้

ในขณะที่ ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ และทหาร ซึ่งมาคุ้มครอง และเฝ้าระวัง สถานการณ์การกระทบกระทั่งกันของชาวบ้าน ทั้งสองฝ่าย ได้พยายามกัน ไม่ฝ่ายคัดค้าน เข้าไปห้องประชุม และ ยื่นเงื่อนไขว่า หากจะแสดงแนวคิด ออกความเห็น ขอคำตอบ จากที่ประชุม ของฝ่ายโรงงานน้ำตาล อนุญาตให้ทำได้ แต่ต้องให้กลุ่มผู้ชุมนุมอยู่ด้านนอกห้องประชุม แล้วแต่งตั้งตัวแทนเข้าไปพูดในที่ประชุม แต่ผู้ชุมนุม ไม่ยอมรับ และได้มีการถอนตัวออกไป จากประตูด้านข้าง แล้วอ้อมไปเข้าประตูด้านหลัง แล้วบุกเข้ามาในห้องประชุม เพื่อชูป้ายต่อต้าน ภายในห้องประชุม และขอใช้ไมค์ เราแสดงความคิดเห็น ต่อต้านไม่เห็นด้วย โดยเด็ดขาด

แกนนำกลุ่มต่่อต้านก่อสร้างโรงไฟฟ้าชีวมวล กล่าวว่า การสร้าง โรงน้ำตาล และโรงไฟฟ้าชีวมวล ชานอ้อย พวกตนไม่รู้ญาติให้สร้าง ในเขตพื้นที่ บ้านโนนสวรรค์ตำบลโนนสวรรค์ ชี้แจง ให้ชัดเจนไม่ได้ว่า จะไม่ส่งผลกระทบ ตอบทุกๆปัญหากับชุมชน เท่านั้น จึงจะยอมรับ

ทางด้าน นายแถว วงวังจันทร์ อายุ 68 ปี อยู่บ้านเลขที่ 9 หมู่ 16 บ้านบัวขาว ตำบลสระบัว อำเภอปทุมรัตต์ จังหวัดร้อยเอ็ด กล่าวคัดค้าน กลุ่มต่อต้าน ว่า ก็เห็นว่าจะปลูกอ้อยปลูกข้าวก็ไม่ได้มีการบังคับ ใครอยากทำนาก็ทำไป อยากปลูกอ้อยก็ควรจะให้ปลูกไป เพราะการทำนาทำในที่มีน้ำ แต่การปลูกอ้อยปลูกในที่ที่ไม่มีน้ำ หรือที่ดอน ซึ่งตนทำ ไร่อ้อย บนที่นดอน มา 1 ปี การทำนา ในที่ดิน 30 ไร่ได้ไม่เกินกว่า 100,000 บาท แต่ การปลูกอ้อย โดนทำแค่ 12 ไร่ ก็มีรายได้ เกินกว่า 100,000 บาท ซึ่งถือว่าดีกว่าการทำนา เพราะเมื่อครั้งทำนาไม่ได้ผล ตนจึงเห็นด้วยกับการทำไร่อ้อยมากกว่าและดีกว่าทำนา

“ผมยืนยันว่าควรเลือกที่ทำนาหรือปลูกอ้อยตามความเหมาะสม ซึ่งการทำไร่อ้อย การตั้งโรงน้ำตาลหรือการตั้งโรงไฟฟ้าจะส่งผลดีด้านการสร้างแรงงานให้กับชาวบ้านที่สามารถมีรายได้ได้ดีอีกด้วย ซึ่งผมศึกษามาแล้วว่าน่าจะไม่มีผลกระทบเพราะหากมีผลกระทบในจังหวัดอื่นๆที่เคยสร้างมาก่อนหน้านี้ ก็คงอยู่ไม่ได้ ดังนั้น ผมจึงเห็นด้วย กับการสร้างโรงน้ำตาล สร้างโรงไฟฟ้า ขึ้นในพื้นที่ เขตอำเภอปทุมรัตต์ โดยไม่มีความเห็นคัดค้าน แต่อย่างใด”นายแถวกล่าว

ในขณะที่ทางฝ่าย นักวิชาการ ที่ร่วมสังเกตการณ์ หลายฝ่าย ก็มีการแสดงทรรศนะต่างๆกัน โดยทางด้านผู้ช่วยศาสดาจารย์ เตือนใจ ดุลย์จินดาชบาพร ผู้เชี่ยวชาญสาขาวิชาวิทยาศาสตร์ สิ่งแวดล้อม คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง กล่าวว่าจากการที่ตนเองเฝ้ารับฟัง การตอบคำถาม และชี้แจงข้อเท็จจริง ของทางฝ่าย โรงน้ำตาล และโรงไฟฟ้า ชีวมวล ชานอ้อย น่าจะต้องทำหน้าที่ ในการชี้แจงข้อเท็จจริงให้กระจ่างชัด พูดความจริงให้ชัดเจน ในหลายๆด้านที่ต้องตอบให้ชัดเจนกับประชาชน เช่นปัญหาด้านฝุ่นละออง ด้านการเกิดแก๊สซัลเฟอร์ไดออกไชค์,สารอ๊อกไชค์ของไนโตรเจ่น,สารคอบอนมอน๊อกไชค์,ปัญหาฝุ่นละออง Tsp. ,ฝุ่นละอองขนาดเล็กPm.10, ฝุ่นละเอียดขนาดเล็ก PM.2.5

“และแม้แต่ฝุ่นละอองขนาดละเอียดมาก ที่เรียก 7pm 1.0 ที่อาจจะมี เล็ดลอดออกมา ส่งผลกระทบต่อประชาชนได้ เพราะถึงแม้จะไม่ได้ใช้ถ่านหินก็ยังอาจส่งผลกระทบกับชุมชนได้ ซึ่งควรจะชี้แจงให้ชัดเจน ไม่เปิดช่องให้เกิดการคัดค้าน และอาจจะมีการนำมาใช้ปลุกกระแสต่อต้านได้ หากไม่มีการพูดให้ชัดเจน ถึงแนวทาง ที่จะนำมาใช้เพื่อการแก้ปัญหาไว้ก่อน”ผศ.เตือนใจ ระบุ

ในขณะที่นายกอบวุฒิ ปิยารัตน์ ผู้จัดการฝ่ายวางแผน พัฒนาธุรกิจ บริษัทน้ำตาลบ้านโป่งจำกัด กล่าวยืนยัน ว่า การเข้ามาดำเนินการ สร้างโรงน้ำตาล และโรงไฟฟ้าชีวมวล ในที่ดิน 200 ไร่ รอยต่อ 3 จังหวัด ยืนยัน เป็น อันดับแรก ที่ต้องชี้แจงก่อน คือไม่ได้มีการเข้ามาแย่งพื้นที่ การทำนาข้าวหอมมะลิ หรือข้าวอินทรีย์ที่มีการต่อต้านแต่อย่างใ ดเนื่องจากไม่มีการบังคับ ให้เลิกทำนาหันมาปลูกอ้อยและพื้นที่ที่ส่งเสริมการปลูกอ้อย ก็ส่งเสริมในพื้นที่ซึ่งเป็นที่ดอน ไม่มีน้ำ ไม่สามารถ ทำนายได้ ให้เกิดประโยชน์ แล้วมีรายได้จากการทำไร่อ้อยเข้ามาเสริม ส่วนพื้นที่ปลูกข้าวก็ยังคงให้ ปลูกข้าวต่อไป โดยไม่ไปแตะพื้นที่ที่ทำการปลูกข้าวอยู่แล้ว แต่อย่างใดทั้งสิ้น

“นอกจากเกษตรกรเห็นมีรายได้ดีแล้ว อยากจะเปลี่ยนมาปลูกอ้อยหรือเลือกทางเลือกเองของประชาชน ก็เป็นเรื่องที่ต้องเลือกเอง ส่วนปัญหาการใช้สารเคมีนั้น ยืนยันว่าการปลูกอ้อยไม่มีการนำมาใช้เหมือนการปลูกพืชอย่างอื่น เช่นการฆ่าหญ้าก็ให้ใช้เครื่องมือการเกษตรแทนการใช้สารเคมี ขอให้ประชาชนมั่นใจได้ ศูนย์กลางที่มีประชาชนมองว่า การมาสร้างโรงงานน้ำตาล ก็ด้วยจิต เจตนาเคลือบแฝง ที่ต้องการสร้างโรงไฟฟ้า นำไฟฟ้าไปจำหน่ายมากกว่านั้น ยืนยันว่า ไม่มีเจตนา หมกเม็ดหรือหลอกลวงประชาชน”ผู้จัดการฝ่ายวางแผน พัฒนาธุรกิจ บริษัทน้ำตาลบ้านโป่งจำกัด กล่าว

ผู้จัดการฝ่ายวางแผน พัฒนาธุรกิจ บริษัทน้ำตาลบ้านโป่งจำกัด กล่าวชี้แจงอกีว่า เนื่องจาก การ สร้างโรงน้ำตาล มีความจำเป็นต้องใช้กระแสไฟฟ้า ในการดำเนินการ จึงต้องสร้างโรงไฟฟ้า เพื่อนำ ถ้าใช้ไฟฟ้ามาใช้สอย ขับเคลื่อนโรงน้ำตาล ให้ก้าวไปได้ สิ่งทุกอย่าง เป็นไปตาม ระเบียบของการขออนุญาต ที่มีการควบคุมอย่างชัดเจน ซึ่งจะทำ ผิดระเบียบไม่ได้ อยู่แล้วส่วนผลกระทบด้านมลภาวะ สิ่งแวดล้อมที่ชาวบ้านห่วงกังวล ทางโรงงานมีการเลือกเทคโนโลยีที่ดีที่สุดในปัจจุบัน

นายกอบวุฒิ กล่าวอีกว่า ด้านการดักฝุ่นละอองซึ่งทั่วโลกก็ใช้กัน ซึ่งจะเป็นการเฝ้าระวังให้เกิดน้อยที่สุดหรือไม่มี ผลกระทบ ต่อสิ่งแวดล้อม เลย เข้ามาใช้ ส่วนกรณีที่นักวิชาการกล่าวว่า พวกตนพูดไม่หมด เรื่องการแย่งน้ำ การเกิดซันเฟอร์ ไดออกไซด์ยืนยันว่า การใช้ชานอ้อย เป็นพลังงานผลิตไฟฟ้ายืนยันว่า จะไม่เกิดสารซัลเฟอร์ไดออกไซด์ ที่ส่งผลกระทบต่อ สิ่งแวดล้อมอย่างแน่นอน แทบจะ 100% เพราะไม่ได้มีการใช้ถ่านหิน เป็นเชื้อเพลิง

ผู้จัดการฝ่ายวางแผนพัฒนาธุรกิจ บริษัทน้ำตาลบ้านโป่งจำกัด กล่าวเพิ่มเติมว่า ส่วนการบอกว่า การใช้พลัง ชานอ้อย ก็อาจจะเกิดแก๊ส หรือซัลเฟอร์ไดออกไซด์ขึ้นได้นั้น ยืนยันได้ว่า จะเกิดน้อยมาก จนไม่ ส่งผลกระทบต่อ สิ่งแวดล้อมในชุมชนอย่างแน่นอน และยืนยันว่าการดำเนินการทุกด้านจะไม่ส่งผลกระทบต่อชุมชน ท้องถิ่นและสิ่งแวดล้อมอย่างแน่นอน เพราะมีการศึกษาสิ่งแวดล้อมพ้นทุกข์ทุกด้านอย่างแน่นอนชัดเจนก่อนที่จะมีการดำเนินการอยู่แล้วอยากให้ทุกฝ่ายมั่นใจในทุกกระบวนการของโรงงานน้ำตาล ซึ่งจะต้องอยู่กับชุมชน ต่อไปให้ได้ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งการจัดตั้ง โรงงานน้ำตาลและโรงไฟฟ้ายังจะส่งผลด้านการสร้างรายได้นอกเหนือจากการปลูกอ้อยก็คือการสร้างงานให้กับผู้ใช้แรงงานในพื้นที่ซึ่งจะยึดพื้นที่เป็นหลักก่อนโดยทั้งนี้ทั้งนั้นแรงงานดังกล่าวนอกเหนือจาก นักวิชาการวิศวกรแล้วก็จะใช้แรงงานของชุมชนในพื้นที่ เพื่อสร้างรายได้ให้กับพื้นที่อีกส่วนหนึ่งด้วย

ข่าว คม ชัด ลึก
ภาพ/คลิป Thai pbs ศูนย์ข่าวภาคอีสาน

Facebook Comments